| Vuthichai さんのプロフィール::: Pong's Space :::フォトブログリスト | ヘルプ |
::: Pong's Space :::One Life - Live It! 4月13日 Story from Thai Embassyมา update เรื่องไปศึกษาต่อกันดีกว่าคร้าบบบ..
ตกลงว่าจะไป UNC นะครับ ใครมีพ่อแม่พี่น้องอยู่แถวนั้นก็รบกวน แจ้งให้ทราบว่าจะมีประชากรไทยเพิ่มอีกหน่อ
ทีนี้จะไปเรียนมันก็ต้องมี Student Visa ใช่ม้า.. ไอ้ passport อันที่มีอยู่ก็เก่าซะตั้งแต่ไปอังกฤษสมัยหนุ่มๆ
เลยตั้งใจตรงไปสถานเอกอัครราชฑูตไทยประจำสิงคโปร์ (ฟังดูเท่เนอะ) เพื่อทำหนังสือเดินทางใหม่
ทีนี้เรื่องมันก็มีอยู่ว่า สถานที่ราชการไทยเนี่ย เปิดให้บริการเอื้องหลวงมานานแล้ว (เอื้อง = ช้า, หลวง = ใหญ่หรือมากในภาษาเหนือ รวมกันแปลว่าช้าสุดยอด)
วันแรกที่ไปมันก็เลยกินเวลาพอควรกว่าจะไปถึงช่อง พอพบเจ้าหน้าที่ปั๊บ ก็เกิดบทสนทนาต่อไปนี้
โป้ง: มาขอทำหนังสือเดินทางครับ (ถือเอกสารมาพร้อมมากอยู่ในมือ)
พี่พาสปอร์ต: อ๋อ.. กล้องถ่ายรูปเสีย ทำไม่ได้
โป้ง: ... (เอ่อ... งงครับ มีกล้องตัวเดียวเลยเหรอ)
พี่พาสปอร์ต: กล้องได้วันพฤหัส แต่น้องก็มาทำหลังสงกรานต์ละกันนะ
โป้ง: อ้าว มาทำวันพฤหัสไม่ได้เหรอครับ ผมต้องรีบใช้น่ะ ต้องกลับเมืองไทยปลายเดือนครับ
พี่พาสปอร์ต: คนจะเยอะนะน้อง พี่ว่าน้องก็ไปทำเมืองไทยเลยดิ ใช้แค่สามวันทำการ
โป้ง: เอ่อ คือปกติอยู่เมืองไทยไม่นานอ่ะครับ แล้วคราวหน้าก็จะไปภูเก็ตด้วยไม่ได้เข้ากรุงเตป
พี่พาสปอร์ต: งั้นน้องก็ไปทำที่หาดใหญ่ดิ ใกล้ภูเก็ตออก สัปดาห์เดียวได้
โป้ง: ...
แต่สรุปผมก็ไปทำวันพฤหัสนี้อ่ะนะ คนเยอะตูมอย่างที่พี่พาสปอร์ตบอก ผมเองก็ดันมาก่อนเปิดแค่แป็ปเดียวเลยมีคิวรออยู่ก่อน พอบวกกับบริการที่ไม่เร็วก็เลยใช้เวลาไปสี่ชั่วโมงพอดี
ระหว่างนั่งรอก็มีคนสิงคโปร์มาร้องเรียนว่าต้องการทำพาสปอร์ตไทยให้ใครสักคนด่วนมาก แล้วก็เจอพี่พาสปอร์ตคนเดียวกันนี้บอกแต่ว่าไม่ได้ ไม่รู้ ไม่ช่วย รอไปซะ
จนมีคุณอาของสถานทูตคนนึงมาคุยกับเค้าแล้วจัดการให้ (ผมไม่ทราบว่าเป็นท่านผู้ช่วยทูตหรือป่าว แต่เท่มาก.. อยุธยาไม่สิ้นคนดี)
คือ... จริงๆผมว่าแล้วเจ้าหน้าที่สถานทูตส่วนใหญ่ดีนะครับ มีพี่คนนึงเห็นคนเยอะไม่ออกไปทานข้าวเที่ยง ช่วยดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ ไม่งั้นผมคงใช้เวลามากกว่านี้
แต่ที่อยากจะบอกคือสถานทูตเป็นหน้าตาแรกที่คนต่างประเทศเห็นตอนมาขอ visa ครับ ถ้าเจ้าหน้าที่ให้บริการดีทุกคน ก็จะน่าทำให้เค้ามี first impression ที่ดีกับเมืองไทยมาก
ทางกลับกัน พอเกิดเรื่องแบบนี้ มันก็เลยตรงกันข้าม... เค้าคงจำฝังใจไปว่า
"This is how the land of thousand smiles serves their guests."
2月25日 free timeสมัครเรียนเสร็จหมดแล้ว เย้!
บางทีคนเราก็แปลกนะ คือช่วงชีวิตที่ยุ่งมากๆจะนึกอยู่ในใจ ประมาณว่าอย่าให้ตูว่างนะเฟ้ยจะทำ A B C D E F... Z
ปรากฏว่าพอวันนี้ว่างจริงๆขึ้นมา นึกไม่ออกละว่าเคยคิดจะทำไร
เข้าใจว่า up blog เป็นอย่างนึงในนั้น แต่..... ลืมไปแล้วจะเขียนไร
นึกได้แล้วจะมาบอก
ปล. ช่วยกันลุ้นผลสมัครเรียนนะครับ
11月9日 TOEFLอืม.. เห็นมีหลายคนถามว่าสอบ toefl เป็นไงบ้าง เลยเอามาเขียนลง blog ซะ
อ่ะ เล่าให้ฟังนิดนึงก่อนว่าเดี๋ยวนี้เค้าสอบแบบ ibt = internet base test ไม่ใช่ cbt = computer base test แล้ว
ข้อสอบแบ่งเป็น 4 ส่วน reading - listening - speaking - writing แต่ละอันมี 30 คะแนน
ผมเองเห็นว่าค่อนข้างดีเพราะมันได้ใช้ skill ทุกอย่างที่จำเป็นในการเรียนจริงๆ
ไอ้ reading - listening - writing เนี่ยพอทำได้อยู่หรอก น่าจะได้คะแนนไม่แย่มาก
แต่ speaking เนี่ยนะ....
คำถามสองอันแรกจะเป็นให้พูดเกี่ยวกับ topic ที่ทุกท่านคุ้นเคย.. อันหลังๆเป็นให้ฟังแล้วพูดสรุปใจความ
มีเวลาให้เตรียมตอบคำถาม 20 วิ แล้วพูดใส่ไมโครโฟน 60 วิ
ตัวอย่างคำถามเรื่อง general topic มีดังต่อไปนี้
- your favourite dish?
- your favourite pet?
- your favourite movie star?
- the worst dream you ever have?
- who is ur best friend and why do you like him?
- the book you like the most?
- if you can go to one place on earth, where do you wanna go and why?
- which one do you prefer, playing sport or watching sport, why?
- etc....
คือคำถามอ่ะดูง่ายอ่ะนะ แต่ถ้าไม่มีคำตอบอยู่ในใจมาก่อนจะตอบยากมากกกกก
พยายามฝึกพูดทุก topic ที่คิดว่าคนออกจะหามาได้อ่ะนะ
แต่คำถามที่ออกสอบคือ "what is ur best skill?"
อึ้งครับ... เรามีความสามารถไรฟะ แต่ที่แน่ๆ "definitely not speaking"
สุดท้ายมั่วว่าเล่นกีฬาได้เป็นเลิศไป... พูดได้ประหลาดมาก วกไปเวียนมา... เฮ้อออ
topic อื่นๆไม่ถึงกับแย่ แต่เสียกระบวนจากโจทย์แรกเลยรวนๆ
เก่งมากครับ ใครมันคิดเอาคำถามแบบนี้ขึ้นต้นเนี่ย ทำลายกำลังใจกันอย่างแรงงงง
ไว้ช่วยกันลุ้นผลสอบละกันนะ เจอกันใหม่กับ GMAT
note: special thanks for Nune and Diane for ur kind help listening to my broken english and giving comments 10月2日 Kranjiใครบอกว่า Singapore ที่น้อย ไม่มีฟาร์ม ปลูกผักไม่ได้ มีแต่ไก่กับไข่... etc..
ถ้าถามเมื่อสองอาทิตย์ก่อนจะยกมีอบอกว่าเห็นด้วย
แต่ก็ไปค้นพบความจริงมาว่า ที่ว่ามาอ่ะ มีหมดเลย
คือก็ไม่ได้เป็นฟาร์มใหญ่โตอ่ะนะ แต่ได้บรรยากาศบ้านนอก และชนบทดี
นั่งรถไฟไปจาก orchard (ซึ่งผมนับเองว่าเป็นศูนย์กลางสิงคโปร์) ประมาณครึ่งชั่วโมง จะถึง Kranji
มีรถ Kranji express วิ่งวนบริการทุกชั่วโมง แล้วจะแวะจอดตามฟาร์มแต่ละฟาร์ม
ประมาณว่า ถ้าโดดลงไปเค้าให้เวลาเดินเที่ยวฟาร์มละชั่วโมงแล้วจะวนมารับไปฟาร์มถัดไป
มีสวนผัก สวนสมุนไพร ฟาร์มปลา(กิน) ฟาร์มปลา(ตู้) ฟาร์มแพะ ... etc
ทุกอย่างสดมาก คืออยากได้ผัก auntie สั่งสมุนไปถอนให้ถึงในฟาร์ม อยากได้ passion fruit ก็ได้ตะกร้ามาใบนึงให้ไปเก็บเอง
ไม่กล้าสั่งปลา กลัวขั้นตอนการผลิตมาก สดเกินไปอาจจะไม่อร่อย
สุดท้ายได้ มะละกอ กับ basil มากำใหญ่มาราคารวม 2 เหรียญ (ถูกมากก ขายอย่างกับแจก)
พร้อมกับ passion fruit 6 เหรียญ (แพงมากกก คาดว่า auntie เอากำไรไปแปะที่ขาดทุนจาก basil)
อ้อ.. แถวนั้นมี wetland reserve ด้วย คือเป็นประมาณป่าชายเลนบ้านเรา จ่าย 2 เหรียญเข้าไปชมนก ปู ปลา(ตีน) และกิ้งก่าได้ตามอัธยาศัย
รวมๆแล้วเป็นแง่มุมใหม่ในสิงคโปร์ที่ไม่เคยไป
... แต่ เอ.. สุดท้ายก็ไปซื้อของนี่นา จะเรียกเป็นที่ shopping ใหม่ใน singapore ก็ไม่ผิดมั้ง 8月21日 Destination or Journey?สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ไปร้องเพลงมาสองครั้ง..
ครั้งแรกไปร้องที่ร้านคาราโอเกะ.. จ่ายตังเท่าไรสั่งของกินได้เท่านั้น สั่งไม่หมด เค้าบริการห่อกลับบ้านก็ได้ แถมร้องเสร็จเค้าก็แจกเสื้อยืดเป็นของแถม
อีกครั้งไปบ้านเพื่อนแล้วร้องจาก "เมจิคไมค์".. คือมันเป็นไมโครโฟนที่ต่อเข้าทีวี แล้วมีดนตรีกับเนื้อให้ เป็นของประจำบ้านที่เพื่อนฟิลิปปินส์ทุกคนต้องมี
ร้องไปร้องมา คิดได้อย่างนึงคือ.. นี่มั้งที่เค้าเรียกว่า บางทีจุดหมายก็อาจไม่สำคัญเท่าการเดินทาง
เพราะผู้ฟังท่าทางไม่ค่อยซาบซึ้งใจเท่าไร แต่ ร้องแล้วหนุกอ่ะ |
|
|||
|
|